ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) จัดเป็นระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่กฎหมายบังคับติดตั้งในอาคารขนาดใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม โดยมาตรฐานหลักที่วิศวกรไทยใช้อ้างอิงคือ มาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัย ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท. 3002) ซึ่งมีหลักการสำคัญในการออกแบบและเลือกใช้อุปกรณ์ดังนี้:
1. การแบ่งโซนแจ้งเหตุ (Zoning)
ต้องแบ่งพื้นที่อาคารออกเป็นโซนที่ชัดเจนเพื่อหาตำแหน่งไฟไหม้ได้ทันที โดยหนึ่งโซนต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร และความยาวในการตรวจจับตามทางเดินในหนึ่งโซนต้องไม่เกิน 100 เมตร
2. การเลือกอุปกรณ์ตรวจจับ (Detectors)
หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้ประเภทอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของแต่ละพื้นที่ เช่น:
- อุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke Detector): เหมาะกับห้องทำงาน, ทางเดินหนีไฟ, ห้องนอน ที่ไม่มีฝุ่นละอองหรือไอน้ำรบกวน
- อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน (Heat Detector): เหมาะสำหรับห้องครัว, ห้องหม้อน้ำ (Boiler Room), โรงจอดรถ ซึ่งมีอุณหภูมิปกติเปลี่ยนแปลงเร็ว หรือพื้นที่ที่มีควันและฝุ่นละอองเป็นปกติ
3. มาตรฐานการเดินสายสัญญาณ (Wiring Standard)
สายสัญญาณที่ต่อเชื่อมระหว่างตู้ควบคุม FCP (Fire Alarm Control Panel) และอุปกรณ์ตรวจจับ หรืออุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยเสียง/แสง (Siren/Strobe) ต้องเป็นสายทนไฟ (Fire Resistant Cable - FRC) หรือสายทนความร้อนที่เดินในท่อเหล็กร้อยสายไฟรหัสหนาตามข้อกำหนดของ วสท. เพื่อรับประกันว่าสายจะไม่ขาดขณะเกิดไฟไหม้ก่อนแจ้งเตือนสำเร็จ
ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 โรงงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรม เช่น อมตะนคร หรือ มาบตาพุด ได้ปรับระบบผลิตไปเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ ส่งผลให้ต้องการสายไฟฟ้าและสายสัญญาณที่มีเสถียรภาพสูงมาก เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายและความเสียหายต่อเครื่องจักรราคาแพง
สายไฟฟ้าทนไฟ (Fire Resistant Cable - FRC)
สาย FRC แตกต่างจากสายไฟฟ้าธรรมดา (PVC/XLPE) ตรงที่มีโครงสร้างชั้นป้องกันพิเศษที่ทำจาก Mica Tape พันอยู่รอบตัวนำทองแดง ทำให้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องที่อุณหภูมิสูงถึง 750°C - 950°C เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 - 180 นาที มักนิยมนำมาใช้กับระบบที่ห้ามหยุดทำงานเด็ดขาด เช่น พัดลมอัดอากาศหนีไฟ, ลิฟต์ดับเพลิง, ปั๊มน้ำดับเพลิง
สายสัญญาณคอมพิวเตอร์และสายคอนโทรลมีชีลด์ (Shielded Control Cables)
ในโรงงานที่มีการรันเครื่องจักรขนาดใหญ่ จะเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวน (EMI) ในท่อร้อยสายไฟ ดังนั้นการเลือกใช้สายสัญญาณ เช่น สาย LAN Cat6 SF/UTP หรือสาย RS485 แบบมีชีลด์ถัก (Braid) และแผ่นฟอยล์ (Al-Foil) จะช่วยบล็อคสัญญาณรบกวนภายนอก ทำให้ข้อมูลเซนเซอร์ต่างๆ ส่งกลับมายังระบบ PLC ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่เกิดข้อผิดพลาดในการผลิต
งานระบบท่อส่งน้ำดับเพลิง น้ำเย็น ชิลเลอร์ ลม หรือไอน้ำแรงดันสูง (Steam) ในโรงงาน มีจุดสำคัญที่สุดจุดหนึ่งที่ฝ่ายจัดซื้อและช่างเทคนิคต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ **"การระบุระดับแรงดันงานออกแบบ (Pressure Class/Rating) ของวาล์วอุตสาหกรรม"**
มาตรฐานที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยคือ **ASME/ANSI B16.34** ซึ่งแบ่งคลาสของวาล์วเหล็กหล่อและเหล็กเหนียวออกเป็นคลาสตัวเลขต่างๆ ที่พบบ่อยที่สุดคือ **Class 150** และ **Class 300**
ANSI Class 150 คืออะไร?
ไม่ได้แปลว่าทนความดันได้ 150 PSI เสมอไป ทว่าที่อุณหภูมิปกติ (Ambient Temperature) วาล์วคลาส 150 จะสามารถรองรับความดันใช้งานสูงสุดได้ถึงประมาณ **285 PSI (19.6 Bar)** สำหรับเหล็กเหนียว (Carbon Steel) แต่เมื่ออุณหภูมิของของไหลสูงขึ้น เช่น ไอน้ำ ความดันที่ยอมรับได้จะลดลงอย่างรวดเร็ว
ANSI Class 300 คืออะไร?
ได้รับการออกแบบให้มีผนังตัววาล์วหนากว่า และขนาดหน้าแปลน (Flange Dimension) ใหญ่และหนากว่า มีรูร้อยสลักเกลียว (Bolt holes) มากกว่าคลาส 150 โดยที่อุณหภูมิปกติสามารถรองรับความดันใช้งานสูงสุดได้ถึง **740 PSI (51 Bar)**
สรุปการนำไปใช้งาน: หากระบบดับเพลิงมีขนาดอาคารสูงมากๆ แรงดันน้ำในท่อหลักมักเกิน 12 Bar วิศวกรออกแบบจึงมักเลือกใช้อุปกรณ์วาล์วที่เป็น Class 300 บริเวณชั้นล่างๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสด ส่วนหน้างานทั่วไปหรืออาคารชั้นเดียว คลาส 150 ก็ถือว่าเพียงพอและช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างเหมาะสม