สินค้าทั้งหมด / คู่มือช่าง
เป็นเรื่องการเดินสายล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับยี่ห้อหรือรุ่นอุปกรณ์ แต่ตัดสินว่าเมื่อสายขาดหนึ่งจุด ระบบจะเสียไปแค่ไหน
| รุ่น | ทำหน้าที่อะไร | สเปกสำคัญ |
|---|---|---|
| ISO-X | ตัดแยกช่วงที่ลัดวงจร ใช้ร่วมกับการเดินลูป | หน้าที่: ป้องกัน short circuit บน SLC loop |
| FMM-1 | โมดูลอ่านค่าที่รองรับทั้ง Class A และ Class B | คลาส: Class A/B · หน้าที่: Monitor module สำหรับ dry-contact |
| NFS-320E | ตู้ Addressable 1 ลูป ตระกูล ONYX | แรงดันไฟ: 240VAC 50/60Hz · SLC: Class A/B/X · มาตรฐาน: UL/FM |
คลิกที่รหัสรุ่นเพื่อดูสเปกเต็มและขอใบเสนอราคา หรือสอบถามผ่าน LINE / โทร 061-464-6899
จุดที่มักเข้าใจผิดคือคิดว่า Class A แล้วจะทนทุกอย่าง ความจริงคือ
งานที่ต้องการความทนทานจริงจังจึงมักใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน — เดินแบบ Class A และวาง isolator แบ่งช่วงไว้ด้วย
อีกข้อที่ต้องระวังตอนเดินสาย Class A: ขาไปกับขากลับไม่ควรเดินในท่อเดียวกันหรือเส้นทางเดียวกัน เพราะถ้าเกิดความเสียหายที่จุดนั้น เช่นไฟไหม้หรือถูกเจาะ สายทั้งสองขาจะขาดพร้อมกัน ซึ่งทำให้ข้อดีของ Class A หายไปทั้งหมด
ในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดของงานเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่ความชอบของผู้ติดตั้ง
ที่ต้องเช็คเพิ่มคืออุปกรณ์ที่จะใช้รองรับ Class A ไหม — โมดูลบางรุ่นรองรับเฉพาะ Class B เช่น FMM-101 และ FDM-1 ถ้างานระบุ Class A จะเหลือทางเลือกน้อยลง ตรงนี้ควรเช็คตั้งแต่ตอนทำราคา ไม่ใช่มารู้ตอนของมาถึงหน้างาน
Class B เดินสายจากตู้ไปจบที่ปลายทาง เมื่อสายขาดอุปกรณ์ทุกตัวที่อยู่หลังจุดขาดจะหลุดออกจากระบบ ส่วน Class A เดินสายวนกลับเข้าตู้อีกด้าน เมื่อสายขาดตู้จะป้อนจากอีกด้านแทน อุปกรณ์ทุกตัวจึงยังทำงานได้
ไม่ได้ Class A แก้ปัญหาสายขาดเท่านั้น ส่วนไฟฟ้าลัดวงจรจะทำให้ทั้งลูปใช้งานไม่ได้ไม่ว่าเดินแบบไหน ตัวที่แก้เรื่องลัดวงจรคือ isolator งานที่ต้องการความทนทานจึงมักใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน
ไม่ควร เพราะถ้าเกิดความเสียหายที่จุดนั้นสายทั้งสองขาจะขาดพร้อมกัน ซึ่งทำให้ข้อดีของ Class A หายไปทั้งหมด ควรแยกเส้นทางเดินสายของขาไปและขากลับ
ไม่ทุกรุ่น โมดูลบางรุ่นรองรับเฉพาะ Class B เช่น FMM-101 และ FDM-1 ถ้างานระบุ Class A ควรตรวจสอบตั้งแต่ตอนทำราคาว่าอุปกรณ์ที่เลือกไว้รองรับหรือไม่